หน้าแรก >> ของดีบ้านเฮา >> วัดศรีชุม

 “ของดีบ้านเฮา” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และสถานที่สำคัญ

  20 กุมภาพันธ์ 2563 โดย Administrator

วัดศรีชุม

วัดศรีชุม

         ตั้งอยู่เลขที่ 270 บ้านศรีชุม หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

         ประวัติความเป็นมาของวัดศรีชุม วัดศรีชุม เป็นวัดโบราณที่น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยล้านนา เนื่องจากยังหลงเหลือซากโบราณสถานร้างกระจัดกระจาย อาทิ บ่อน้ำ ร่องรอยของกำแพงอิฐ เศษกระเบื้องมุงหลังคาของวิหารหลังเดิม ฯลฯ ต่อมาได้รับการฟื้นฟูสภาพให้เป็นพระอารามอีกครั้งในปี 2452 โดยคณะศรัทธาที่อาศัยอยู่ละแวกบ้านผามวัว ได้อาราธนา “พระครูชยาลังการ์” จากวัดเหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน มาเป็นผู้อำนวยการสร้างวัด และวางรากฐานการบริหารปกครอง ตั้งชื่อว่า “วัดศรีชุม” ภาษาล้านนามักอ่านแบบเรียงตัวแยกพยางค์ว่า “วัดสะหลีจุม” หมายถึงวัดที่มีการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ จำนวนมากหลายต้น

         ภายในวัดประกอบด้วยเสนาสนะที่สำคัญได้แก่ พระพุทธรูปสำริดสมัยล้านนา “พระเจ้าฝนแสนห่า” พระเจดีย์รูปแบบผสมระหว่างทรงกลมลังกาที่มีการตกแต่งซุ้มจระนำแบบพม่า-ไทยใหญ่ พระวิหาร พระอุโบสถหลังเก่า อาคารห้องสมุดเดิม (ตั้งอยู่ด้านนอกของกำแพงแก้ว) และอาคารกุฏิทรงตึกแบบตะวันตก ซึ่งในอดีตเคยเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม

สถาปัตยกรรมของอาคารกุฏิวัดศรีชุม

         อาคารที่เรียกว่า กุฏิวัดศรีชุม หลังนี้ เป็นผลงานของครูบาชยาลังการ์ เจ้าอาวาสรูปแรก โดยวัตถุประสงค์เมื่อแรกสร้างนั้น มีความตั้งใจที่จะได้อาคารทรงตึกสมัยใหม่ สองชั้นมีระเบียงทางเดินยาว และตกแต่งลวดลายวงโค้ง-“อาร์ค” เรียงรายในลักษณะอาเขต (Arcade) หรือที่นิยมเรียกกันว่า “รูปแบบมิชชั่น นารี” เพื่อรองรับพระภิกษุ สามเณร ได้จำนวนมาก สำหรับใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2468

         สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือมีตัวอักษรจารึกไว้ในช่องโค้งเหนือบานหน้าต่างด้านนอกอาคารทางทิศตะวันตก เขียนว่า ปีชวด อัฐศก จุลศักราช 1298 พร้อมกับการคำนวณตัวเลขเป็น พ.ศ.2479 ให้ทราบด้วย ซึ่งไม่มีผู้ใดแน่ใจว่าตัวเลขดังกล่าว หมายถึงการระบีที่มีการอนุรักษ์อาคารหลังนี้ครั้งใหญ่ หรือว่าหมายถึงการระบุศักราชเมื่อยุคแรกสร้างเนื่องจากครูบาชยาลังการ์เจ้าอธิการ ปกครองปกครองวัดศรีชุมอยู่ยาวนานระหว่างปี พ.ศ.2452-2486 และโรงเรียนปริยัติธรรมก็เปิดการสอนมาแล้วตั้งแต่ปี 2468 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เก่ากว่าการระบุไว้ในช่องหน้าต่างราวหนึ่งทศวรรษ

         ในยุคต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ใช้สอยของอาคารดังกล่าว จากโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลายมาเป็นศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่อาคารให้ประชาชน ชาวบ้านและส่วนราชการได้มีโอกาสเข้ามาใช้ประโยชน์ เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมหารือเรื่องราวต่างๆของชุมชน จนกระทั่งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ได้ยกเลิกไป และอาคารดังกล่าวได้ปรับมาเป็นกุฏิสงฆ์อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

         เมื่อได้มีการสร้างกุฏิหลังใหม่สำหรับเจ้าอาวาส ทำให้กุฏิหลังนี้หมดหน้าที่ใช้สอย กลายเป็นสถานที่เก็บของเก่าภายในวัด กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2548 ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพิพิธภัณฑ์สานแห่งชาติ หริภุญไชย) ได้ลงพื้นที่สำรวจ วัดศรีชุม ร่วมกับ ดร.ประสิทธิ์ จันทกลาง นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง จึงได้ดำริ หารือกับเจ้าอาวาส พระครูจารุตม์ อรุโณ ว่าเห็นควรดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารกุฏิหลังนี้ เนื่องจากมีความงดงามในด้านสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองในด้านพระพุทธศาสนาของจังหวัดลำพูน เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์สำหรับจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัด และแหล่งเรียนรู้ของชุมชนในท้องถิ่นต่อไป ซึ่งทางเจ้าอาวาสมีนโยบายด้านนี้อยู่แล้วจึงเห็นชอบ จากนั้นได้มีการประสานไปยังสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ ให้มาเก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ทำผัง จัดทำแบบ ประมาณการเมื่อปี พ.ศ.2549 กระทั่งได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากร ให้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์กุฏิวัดศรีชุม ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2552 จนแล้วเสร็จ

         สำหรับด้านศิลปะสถาปัตยกรรมนั้น จัดได้ว่าเป็นรูปแบบเฉพาะที่พบไม่มากนักในเขตล้านนา กล่าวคือ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก แบบรูปทรงที่เรียกว่า อาคารมิชชันนารี หรือ นีโอโคโลเนียล มีการเปิดพื้นที่ตอนในอาคารเป็นสวนโรมัน หรือ Roman Court ในทุกรายละเอียดจะมีการตกแต่งทั้งด้วยเครื่องไม้และปูนหล่อ อาทิ ลูกกรงระเบียง บันได ฝ้าเพดาน บานหน้าต่าง ประตู ทุกองค์ประกอบสถาปัตยกรรมจะให้ความสำคัญกับการเน้นช่องไป จังหวะ มุมฉาก ความกลมกลึงของการถากไม้ ผสานกับการฉาบปูน ทาสีส้มอมชมพูที่ผนังด้านนอก สอดรับกับลูกกรงปูนหล่อ และการใช้สีน้ำเงินเขียนเป็นตัวอักษรระบุปีศักราช(ที่สร้างหรือบูรณะ) ในช่องโค้งเหนือบานหน้าต่างที่ผนังอาคารด้านนอก

         เกี่ยวกับช่างฝีมือนี้ ถือว่ามีความประณีตมากเป็นพิเศษ เมื่อพินิจในทุกๆรายละเอียดแล้วชวนให้สงสัยว่าอาจมีชาวตะวันตก(หรืออย่างน้อยเคยมีประสบการณ์จากเมืองนอก) เป็นผู้ออกแบบ หรือให้คำแนะนำในการควบคุมการก่อสร้าง แต่เนื่องจากไม่มีการบันทึกหลักฐานไว้ ทราบกันเพียงแต่ว่า “ครูบาชยาลังการ์” นั้นเป็นผู้กว้างขวางและเป็นผู้มีรสนิยม ทั้งยังมีความสนิทสนมกับเจ้านายฝ่ายเหนือทั้งในเชียงใหม่-ลำพูน มาก่อน ซึ่งเจ้านายสายสกุลลำพูนหลายท่านได้สำเร็จกรศึกษาจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ฝรั่งเศส อาจเป็นไปได้ว่า ทีมช่างที่มามีส่วนร่วมในการดำเนินงานออกแบบก่อสร้างอาคารกุฏิ(หรืออาคารโรงเรียนปริยัติธรรม) หลังนี้ ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างดีโดยกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือ ผ่านมายังครูบาชยาลังการ์ ไม่ใช่ฝีมือช่างในท้องถิ่น

         ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2555 ดร.เพ็ญสุภา สุขคต ใจอินทร์ จึงได้ลงพื้นที่เก็บภาพถ่าย กุฏิวัดศรีชุมนี้อีกครั้งภายหลังจากที่ได้มีการบูรณะผ่านไปแล้ว 3 ปี พร้อมทั้งได้ขออนุญาตเจ้าอาวาส ในการนำเสนออาคารหลังนี้ต่อสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือก รางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่นฯ โดยได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาลตำบลบ้านกลาง และฝ่ายรับผิดชอบดูแลด้านโบราณสถาน คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย และสำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ จนส่งผลให้ กุฏิวัดศรีชุมแห่งนี้ ได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม ประจำปี 2556- 2557 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2556 - 2557 จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานครฯ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2558

แหล่งข้อมูล: ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ กรรมการบริหารสถาบันอาเซียนศึกษา ,อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชาภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและสาละวินศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ และอาจารย์พิเศษคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัดศรีชุม
วัดศรีชุม
วัดศรีชุม
วัดศรีชุม

 

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

สถิติผู้เข้าเว็บ
 วันนี้ 
46
 เมื่อวาน 
193
 เดือนนี้ 
1,122
 เดือนที่ผ่านมา 
13,357
 ปีนี้ 
75,938
 ปีที่ผ่านมา 
111,238
   ทั้งหมด 
239,385
 เริ่มบันทึกวันที่ 12/02/2561